อีเมล์/เลขบัตรประชาชน :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน
ประเพณี/วัฒนธรรม/เทศกาล
วัดเขียนบางแก้ว
ยังไม่มีผู้ให้คะแนน

  วัดเขียนบางแก้ว วัดพัฒนาตัวอย่างปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๒ บ้านบางแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง มีชื่อเรียกกันมาหลายชื่อซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา อาทิ วัดพระธาตุบางแก้ว วัดตะเขียนบางแก้ว วัดบางแก้ว แต่ตามประวัติศาสตร์และพงศาวดารมีชื่อเรียกขานกันว่า “วัดเขียนบางแก้ว” ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของโคกเมืองมีคลองบางหลวง หรือคูเมืองกั้นกลาง ในบรรดาวัดเก่าแก่ในจังหวัดพัทลุงถือว่าวัดเขียนบางแก้วเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดมีอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔) ตามตำนานเรื่องเล่าพื้นเมืองหลาย ๆ ตำนาน เช่น ตำนานเพลาวัด ได้กล่าวถึงวัดเขียนบางแก้วไว้ว่านางเลือดขาวเป็นผู้สร้างวัดนี้ โดยได้จารึกเรื่องราวการก่อสร้างลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่า เพลาวัดกล่าวไว้ว่าวัดเขียนบางแก้ว สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๙๒ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๙๓ เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาวได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเกาะลังกามาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ หรือตามตำนานการสร้างวัดเขียนบางแก้วของพระครูสังฆรักษ์ (เพิ่ม) กล่าวว่าพระยากรุงทอง เจ้าเมืองพัทลุงเป็นผู้สร้างวัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีเดือน  ๘  ขึ้น ๕ ค่ำ ปีกุนเอกศก พ.ศ. ๑๔๘๒ (จ.ศ. ๓๐๑) พร้อมกับสร้างพระมหาธาตุและก่อพระเชตุพนวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๑๔๘๖ แต่ในทำเนียบวัดของจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพัทลุงกล่าวว่าวัดเขียนบางแก้วสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๔๘๒   

       สำหรับตำนานนางเลือดขาวที่เป็นคำบอกเล่าของชาวบ้าน ตอนต้นกล่าวถึงสงครามในอินเดียสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทำให้ชาวอินเดียอพยพหนีภัยมาขึ้นฝั่งทางด้านตะวันตกของแหลมมลายู บริเวณเมืองท่าปะเหลียน จังหวัดตรัง แล้วข้ามแหลมมายังอำเภอตะโหนด และอำเภอปากพะยูน ขณะนั้นตาสามโมกับยายเพชรสองผัวเมีย ชาวบ้านพระเกิดเป็นนายกองช้างไม่มีบุตร จึงเดินทางไปขอบุตรีชาวอินเดียที่ถ้ำไม้ไผ่ตง บ้านตะโหมด นำมาเลี้ยงไว้ชื่อว่านางเลือดขาว เพราะเป็นคนผิวขาวกว่าชาวพื้นเมืองต่อมาได้เดินทางไปขอบุตรชายชาวอินเดียที่ถ้ำไม้ไผ่เสรี่ยง ให้ชื่อว่ากุมารหรือเจ้าหน่อ เมื่อทั้งสองเจริญวัย ตายายจึงให้แต่งงานกัน แล้วอพยพไปตั้งบ้านที่บางแก้ว เมื่อตายายถึงแก่กรรมทั้งสองก็ได้นำอัฐิไปไว้ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ หลังจากนั้นทั้งสองได้สละทรัพย์ สร้างโบสถ์ วิหาร ในวัดเขียนบางแก้ว และวัดสทิง (สทัง) เมื่อเดินทางถึงที่ใดก็สร้างวัดที่นั่น และได้เดินทางไปลังกากับคณะทูตเมืองนครศรีธรรมราชเพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดเขียนบางแก้ว และได้สร้างวัดพระพุทธสิหิงค์วัดพระงามวัดถ้ำพระพุทธที่จังหวัดตรัง สร้างวัดแม่อยู่หัวที่อำเภอเชียรใหญ่ นครศรีธรรมราช  สร้างวัดเจ้าแม่ (ชะแม) วัดเจดีย์งาม วัดท่าคุระ หรือวัดเจ้าแม่อยู่หัว ตำบลคลองรี อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นต้น เมื่อข่าวความงามของนางเลือดขาวทราบไป ถึงกษัตริย์กรุงสุโขทัยจึงโปรดให้พระยาพิษณุโลก มารับนางเลือดขาวเพื่อชุบเลี้ยงเป็นมเหสี แต่นางมีครรภ์แล้วจึงไม่ได้ยกเป็นมเหสีเมื่อนางคลอดบุตรแล้ว ทรงขอบุตรไว้แล้วให้พระยาพิษณุโลก นำนางเลือดขาวกลับไปส่งถึงเมืองพัทลุง ตั้งแต่นั้นมาคนทั่วไปก็เรียกนางว่าเจ้าแม่อยู่หัวเลือดขาว หรือนางพระยาเลือดขาวหรือพระนางเลือดขาว นางได้อยู่กินกับพระกุมารจนอายุได้ ๗๐ ปี ทั้งสองก็ถึงแก่กรรม เจ้าฟ้าคอลายผู้เป็นบุตรได้นำศพไปประกอบพิธีฌาปนกิจที่บ้านพระเกิด เส้นทางที่นำศพไปจากบ้านบางแก้วถึงบ้านพระเกิดเรียกว่าถนนนางเลือดขาว

       วัดเขียนบางแก้วได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ๒ ครั้ง ตามประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่าในสมัยอยุธยาตอนกลางเมืองพัทลุงเกิดสงครามกับพวกโจรสลัดมลายูอุยงตะนะ (อุยงตะนะคือกลุ่มโจรสลัดมาเลย์จากเมืองยะโฮร์ที่ตั้งอยู่ปลายแหลมมลายู) อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งพวกโจรสลัดได้เข้ามาเผาทำลายบ้านเรือนราษฎร์วัดวาอารามเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงทำให้วัดเขียนบางแก้วชำรุดทรุดโทรม และเป็นวัดร้างในบางครั้ง จนเมื่อผู้คนสามารถรวมตัวกันได้และตั้งเมืองขึ้นใหม่ก็ได้ทำการบูรณะวัดขึ้นอีก ดังปรากฏในหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา ได้กล่าวถึงการบูรณะวัดเขียนบางแก้วครั้งใหญ่ ๆ ๒ ครั้ง คือครั้งแรกในสมัยอยุธยาตอนกลางระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๙-๒๑๑๑ ตรงกับแผ่นดินของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้นำในการบูรณะวัดคือเจ้าอินบุตรปะขาวกับนางเป้า ชาวบ้านสะทัง ตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ครั้งที่ ๒ สมัยพระเพทราชา ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๔๒ ผู้นำในการบูรณะปฏิสังขรณ์ คือพระครูอินทเมาลีศรีญาญสาครบบวรนนทราชจุฬามุนีศรีอุปดิษเถร คณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง เมื่อท่านได้บูรณะแล้วจึงได้เดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอให้สมเด็จพระวันรัตน์นำถวายพระขอพระบรมราชานุญาตให้ญาติโยมที่ได้ร่วมทำการบูรณะได้รับการเว้นส่วยสาอากรให้กับทางราชการ จึงก็ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯตามที่ขอทุกประการ ด้วยเหตุจึงทำให้วัดเขียนบางแก้วกลายเป็นศูนย์กลางของคณะป่าแก้วในสมัยอยุธยา มีคณะขึ้นกับคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุงทั้งในเมืองพัทลุง เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลาและเมืองตรัง เป็นจำนวนกว่า  ๒๙๐-๒๙๘ วัด ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒  เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ วัดเขียนบางแก้วก็กลายเป็นวัดร้างอีกครั้ง ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์วัดเขียนบางแก้วได้รับการบูรณะ ต่อมาอีกหลายครั้งจนปัจจุบันวัดเขียนบางแก้วก็มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่สำคัญ

       วัดเขียนบางแก้วกรมศิลปกรประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๔ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๐ และประกาศเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๓ ตอนที่ ๖๕ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๙ มีเนื้อที่ประมาณ  ๒๒  ไร่  ๒  งาน  ๙๗  ตารางวา

ความสำคัญ

       วัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ตามประวัติเล่าว่าราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ (พ.ศ. ๑๔๘๒) สมัยอาณาจักรศรีวิชัยเจ้าพระยากรุงทอง เจ้าเมืองพัทลุงได้สร้างวัดเขียนบางแก้วและสิ่งก่อสร้างอาทิ กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป พระมหาเจดีย์ ต่อจากนั้นเจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาว ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา มาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ จากหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าวัดเขียนบางแก้ว น่าจะสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ อันเนื่องจากนักโบราณคดีกำหนดอายุจากรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุเข้าใจว่าวัดเขียนบางแก้ว สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเพราะจากโบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญ ๆ เช่น ศิวลึงค์และฐานโยนิ ซึ่งเป็นอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์อินดูและอารยธรรมอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ และบริเวณนี้ก็กลายเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ ในสมัยอยุธยาตอนต้นวัดเขียนบางแก้วเป็นวัดที่มีความเจริญมาก แต่สมัยอยุธยาตอนกลางเมืองพัทลุงเกิดสงครามกับพวกโจรสลัดมลายูอุยงตะนะ (อุยงตะนะคือกลุ่มโจรสลัดมาเลย์จากเมืองยะโฮร์ที่ตั้งอยู่ปลายแหลมมลายู) พวกโจรได้เข้าปล้นสะดมและเผาผลาญบ้านเรือนราษฎร และวัดเสียหายมากผู้คนอพยพหลบหนี ทำให้วัดเขียนบางแก้วเป็นวัดร้าง ต่อมาได้บูรณะวัดเขียนบางแก้วขึ้นใหม่ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจากนั้นมาก็เจริญรุ่งเรื่องมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

   วัดเขียนบางแก้วเป็นวัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงคู่บ้านคู่เมืองพัทลุงมาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นโบราณวัตถุในวัดจึงมีมากมาย เช่น เจดีย์ซึ่งเป็นบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธองค์ ซึ่งนำมาจากประเทศลังกา พระวิหารคต พระอุโบสถมหาอุด สถานโบสถ์พราหมณ์ วิหารถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พิพิธภัณฑ์สถานของชาติวัดเขียนบางแก้ว พระคุลาศรีมหาโพธิ์ พระสองพี่น้อง พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยในพระอุโบสถ เป็นต้น

พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้ว

  พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วเป็นโบราณสถานที่มีอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งของจังหวัดพัทลุง ประดิษฐานอยู่ภายในวัดเขียนบางแก้ว เชื่อว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณวัดเขียนนี้ เป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุงมาก่อนเพราะพบซากปรักหักพังของศิลาแลง และพระพุทธรูปมากมาย เช่น พระแก้วคุลาศรีมหาโพธิ (ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น) พระพุทธรูปสองพี่น้อง ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น ถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ซุ่ง ราชวงศ์เหม็ง  ราชวงศ์เซ็ง  สังคโลกสมัยสุโขทัย ศิวลึงค์ ฐานโยนี และพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก เป็นหลักฐานที่แสดงถึงว่าบริเวณนี้มีการติดต่อรับอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วเป็นเจดีย์ก่ออิฐฐาน ๘ เหลี่ยม สันนิษฐานว่าได้รัับรูปแบบการสร้างมาจากพระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ย่อขนาดให้เล็กกว่าวัดโดยรอบยาว ๑๖.๕๐ เมตร สูงถึงยอด ๒๒ เมตร รอบพระมหาธาตุบริเวณฐานซุ้มพระพุทธรูปโค้งมน ๓ ซุ้ม กว้าง ๑.๒๘ เมตร สูง ๒.๖๒ เมตร ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ รอบพระเศียรมีประภารัศมีรูปโค้ง ขนาดหน้าตักกว้าง ๐.๙๔ เมตร สูง ๑.๒๕ เมตร ระหว่างซุ้มพระมีเศียรช้างปูนปั้นโผล่ออกมา เหนือซุ้มพระมีเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม อิทธิพลศิลปจีน ด้านทิศตะวันออกมีบันไดสู่ฐานทักษิณ เหนือบันไดทำเป็นซุ้มยอดอย่างจีน มุมบันไดทั้ง ๒ ข้าง มีซุ้มลักษณะโค้งแหลมภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูนสูง ปางสมาธิประทับนั่งขัดสมาธิเพชรฐานทักษิณและฐานรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีลวดลวยปูนปั้นรูปดอกไม้ แต่เดิมเป็นรูปมารแบก เหนือฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่มุม องค์ระฆังเป็นแบบโอคว่ำถัดจากองค์ระฆังเป็นบัลลังก์รูปสี่เหลื่ยมจัตุรัสประดับด้วยถ้วยจาม ทั้งสี่มุมของบัลลังก์มีรูปกาปูนปั้นมุมละ ๑ ตัว ซึ่งหมายถึงสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ทั้ง ๔ ส่วนยอดสุดเป็นพานขนาดเล็ก ๑ ใบ ภายในมีดอกบัวทองคำ จำนวน ๕ ดอก ๔ ใบ (ทองคำหายไปเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๑) ลักษณะศิลปกรรมได้รับอิทธิพลจากพระบรมธาตุ นอกจากนั้นยังมีระเบียงหรือวิหารคตเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ล้อมรอบพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง ๓ ด้านยกเว้นทางด้านทิศตะวันออก ภายในเป็นวิหารคตเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยจำนวน  ๓๔  องค์ มีรูปร่างแตกต่างไม่เหมือนกันบางองค์ยิ้มบางองค์น่าหน้าดุดัน แต่ที่เหมือนกันคือหันหน้าเข้าหาเจดีย์ทั้งสิ้น 

 พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วเป็นเจดีย์ก่ออิฐฐานแปดเหลี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างจากอิทธิพลของพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช แต่มีขนาดที่เล็กกว่าวัดโดยรอบยาว ๑๖.๕๐ เมตร สูงถึงยอด ๒๒ เมตร รอบพระมหาธาตุบริเวณฐานซุ้มพระพุทธรูปโค้งมน ๓ ซุ้ม กว้าง ๑.๒๘ เมตร สูง ๒.๖๒ เมตร ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ รอบพระเศียรมีประภารัศมีรูปโค้ง ขนาดหน้าตักกว้าง ๐.๙๔ เมตร สูง ๑.๒๕ เมตร ระหว่างซุ้มพระมีเศียรช้างปูนปั้นโผล่ออกมา เหนือซุ้มพระมีเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมอิทธิพลศิลปจีน ด้านทิศตะวันออกมีบันไดสู่ฐานทักษิณ เหนือบันไดทำเป็นซุ้มยอดอย่างจีน มุมบันไดทั้ง ๒ ข้าง มีซุ้มลักษณะโค้งแหลมภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูน สูงปางสมาธิประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ฐานทักษิณและฐานรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีลวดลวยปูนปั้นรูปดอกไม้ แต่เดิมเป็นรูปมารแบก เหนือฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่มุม องค์ระฆังเป็นแบบโอคว่ำถัดจากองค์ระฆังเป็นบัลลังก์รูปสี่เหลื่ยมจัตุรัสประดับด้วยถ้วยจามทั้งสี่มุมของบัลลังก์มีรูปกาปูนปั้นมุมละ ๑ ตัว ซึ่งหมายถึงสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ทั้ง ๔ ส่วนยอดสุดเป็นพานขนาดเล็ก ๑ ใบ ภายในมีดอกบัวทองคำ จำนวน ๕ ดอก ๔ ใบ (ทองคำหายไปเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๑) ลักษณะศิลปกรรมได้รับอิทธิพลจากพระบรมธาตุ 

แสดงความคิดเห็น